ข้ามไปยังเนื้อหา
ทำไมไก่ชนจึงเปลี่ยนความบันเทิงให้กลายเป็นความทุกข์
บทความ

ทำไมไก่ชนจึงเปลี่ยนความบันเทิงให้กลายเป็นความทุกข์

ไก่ชนส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพสัตว์อย่างรุนแรง เพราะถูกเพาะ ฝึก และบังคับให้ต่อสู้เพื่อการพนันในหลายภูมิภาค รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และบางพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา กระบวนการอาจเกี่ยวข้องกับการผูกขา การต...

23 กันยายน 2569 5 min read
❦

ทำไมไก่ชนจึงเปลี่ยนความบันเทิงให้กลายเป็นความทุกข์

ไก่ชนส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพสัตว์อย่างรุนแรง เพราะถูกเพาะ ฝึก และบังคับให้ต่อสู้เพื่อการพนันในหลายภูมิภาค รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และบางพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา กระบวนการอาจเกี่ยวข้องกับการผูกขา การตัดหงอนและเหนียง การติดเดือยโลหะ และการใช้ยากระตุ้น รายงานจากองค์กรพิทักษ์สัตว์ระบุว่า การต่อสู้มักดำเนินต่อจนไก่ตายหรือบาดเจ็บใกล้ตาย ขณะที่อังกฤษออกกฎหมายห้ามการชนไก่ในปี 1835 หลังสังคมเชื่อมโยงความโหดร้ายเข้ากับการพนันและพฤติกรรมเสื่อมทราม ประเด็นสำคัญไม่ได้มีเพียงความเจ็บปวดในสนาม แต่รวมถึงความเครียดเรื้อรัง โรคติดเชื้อ การถูกทอดทิ้ง และผลกระทบต่อชุมชน ผู้สนใจวงการควรแยกข้อมูลพันธุ์ กติกาสนาม และการสังเกตเชิงวัฒนธรรมออกจากการสนับสนุนการทำร้ายสัตว์ พร้อมตรวจสอบกฎหมายท้องถิ่นและเลือกกิจกรรมที่ไม่ทำให้สัตว์บาดเจ็บ

A Thai gamecock standing in a quiet rural enclosure, its feathers carefully groomed, morning light revealing natural alertness

ผมเริ่มตรวจสอบหัวข้อนี้จากภาพที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งสนามชนไก่อาจถูกอธิบายด้วยคำว่า “ประเพณี” และ “กีฬา” แต่อีกด้านหนึ่งมีสัตว์ที่ไม่สามารถยินยอมได้ถูกฝึกเพื่อความบันเทิงและเงินเดิมพัน เมื่อผมแยกข้อมูลจาก PETA, งานศึกษาประวัติศาสตร์อังกฤษ และแนวทางของหน่วยงานสาธารณสุข สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่ข้อถกเถียงเล็ก ๆ แต่เป็นห่วงโซ่ผลกระทบตั้งแต่ฟาร์มเพาะเลี้ยงไปจนถึงพื้นที่แข่งขัน ข่าวไก่ชนจึงควรนำเสนอข้อมูลพันธุ์ การฝึก กติกา และการตัดสินอย่างรับผิดชอบ โดยไม่ทำให้บาดแผลหรือความตายกลายเป็นภาพความสำเร็จ หากคุณรักไก่จริง จุดเริ่มต้นที่ปลอดภัยที่สุดคือการเรียนรู้ความต้องการพื้นฐานของสัตว์ และสนับสนุนรูปแบบการชมที่ไม่บังคับให้สัตว์ต่อสู้

หากต้องการทำความเข้าใจวงการโดยไม่ละเลยสวัสดิภาพสัตว์ สามารถเริ่มจากข้อมูลพื้นฐานที่คัดกรองแล้วได้ที่นี่

เรียนรู้เพิ่มเติม

ผมตรวจสอบอะไรบ้าง?

คำตอบสั้น ๆ คือ ผมตรวจสอบผลกระทบต่อสวัสดิภาพไก่ 5 ระยะ ได้แก่ การคัดเลือกสายพันธุ์ การเลี้ยง การฝึก การแข่งขัน และการดูแลหลังบาดเจ็บ โดยเปรียบเทียบข้อมูลจาก PETA งานวิจัยประวัติศาสตร์อังกฤษ และหลักสุขภาพสัตว์ขององค์การอนามัยสัตว์โลก ประเด็นที่วัดได้คือความเสี่ยงต่อบาดแผล ความเครียด การสูญเสียความสามารถควบคุมอุณหภูมิ และการแพร่โรค ไม่ใช่เพียงความเห็นด้านศีลธรรม

การประเมินนี้ไม่ได้ตีความว่าไก่พื้นเมืองทุกตัวเกี่ยวข้องกับความโหดร้าย เพราะ “ไก่ชน” อาจหมายถึงสายพันธุ์ ลักษณะทางกายภาพ หรือกิจกรรมแข่งขัน แต่เมื่อสัตว์ถูกบังคับให้ต่อสู้ ความสามารถในการหลบหนีจะถูกจำกัด และผู้ควบคุมมักมีแรงจูงใจทางการเงินให้การแข่งขันดำเนินต่อไป ข้อมูลจาก PETA ระบุถึงการคัดไก่ที่ไม่เหมาะสมออก การผูกขา และการใช้ใบมีดหรืออาวุธเทียมในบางพื้นที่ ส่วน องค์การอนามัยสัตว์โลก ให้ความสำคัญกับการป้องกันความเจ็บปวด ความเครียด และโรคติดต่อในสัตว์เลี้ยงและสัตว์เศรษฐกิจ

ข้อมูลที่ควรแยกให้ชัดมีดังนี้

  1. การเลี้ยงไก่เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ ไม่เท่ากับการนำไก่ไปต่อสู้
  2. การฝึกความแข็งแรง ไม่ควรมีการปะทะหรือใช้อาวุธ
  3. การพนันเพิ่มแรงกดดันให้ผู้จัดมองผลแพ้ชนะสำคัญกว่าการรักษา
  4. การบาดเจ็บหลังสนามต้องได้รับการตรวจจากสัตวแพทย์ ไม่ใช่ถูกทิ้ง
  5. กฎหมายของไทยและพื้นที่อื่นอาจแตกต่างกัน จึงต้องตรวจสอบข้อบังคับปัจจุบัน

[Internal Link: คู่มือสายพันธุ์ไก่ชนและการเลี้ยงอย่างรับผิดชอบ]

การเตรียมข้อมูลและความประทับใจแรกเป็นอย่างไร?

การประเมินที่มีคุณภาพต้องเริ่มจากการแยก “สิ่งที่สังเกตได้” ออกจาก “คำกล่าวอ้างของผู้จัด” โดยดูสภาพกรง แหล่งน้ำ การระบายอากาศ การกักแยก ระยะพักฟื้น และวิธีจัดการไก่บาดเจ็บ หากพบเลือด หายใจลำบาก เดินลงน้ำหนักไม่ได้ หรือมีแผลเปิด ควรถือเป็นสัญญาณอันตรายทันที ไม่ควรตีความว่าเป็นเครื่องหมายของความแข็งแรง

สิ่งที่สะดุดใจจากการทบทวนข้อมูลคือ ความเสียหายบางส่วนเกิดก่อนเข้าสนาม PETA อธิบายว่าผู้เพาะบางรายถอนขน ตัดหงอนหรือเหนียง และตัดเดือยธรรมชาติ เพื่อเตรียมติดอุปกรณ์ต่อสู้ การตัดเนื้อเยื่อบนศีรษะอาจลดความสามารถในการระบายความร้อน เพราะไก่ไม่มีต่อมเหงื่อแบบมนุษย์ ขณะเดียวกัน การผูกขาเป็นเวลานานอาจจำกัดการเคลื่อนไหวและเพิ่มความเครียดเรื้อรัง ดังนั้นตัวเลข “ชนะ” หรือมูลค่าเดิมพันไม่ใช่ตัวชี้วัดสวัสดิภาพที่ใช้แทนสุขภาพจริงได้ รายงานของ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งสหรัฐอเมริกา ยังชี้ว่าการแข่งขันลักษณะนี้อาจเกี่ยวข้องกับการพนันผิดกฎหมายและการใช้สารเสพติดในบางชุมชน

แนวทางตรวจสถานที่อย่างรับผิดชอบควรประกอบด้วย

  • ตรวจว่ามีน้ำสะอาดและร่มเงาตลอดวันหรือไม่
  • สังเกตว่าพื้นกรงมีของมีคม มูลสะสม หรือความชื้นมากเกินไปหรือไม่
  • ตรวจว่ามีผู้เชี่ยวชาญดูแลสัตว์บาดเจ็บหรือไม่
  • ถามว่ามีบันทึกการเสียชีวิตและการรักษาหรือไม่
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้ใบมีด เดือยโลหะ หรือการบังคับให้ต่อสู้

ต้องการอ่านแนวทางดูแลไก่โดยลดความเสี่ยงหรือไม่ จุดเริ่มต้นควรเป็นข้อมูลเชิงปฏิบัติที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้

เรียนรู้เพิ่มเติม

จุดใดที่ระบบยังพอรับมือได้?

ระบบการเลี้ยงจะพอรับมือได้เมื่อให้ความสำคัญกับสุขภาพตามธรรมชาติ ไม่บังคับให้เกิดการปะทะ และมีขั้นตอนดูแลสัตวแพทย์ที่ตรวจสอบได้ ตัวอย่างเช่น การฝึกเดิน การควบคุมอาหารตามคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ และการจัดพื้นที่สะอาดอาจช่วยพัฒนาสภาพร่างกายโดยไม่สร้างบาดแผล อย่างไรก็ตาม กิจกรรมเหล่านี้ไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อทำให้การแข่งขันที่มีอาวุธดูปลอดภัยขึ้น

หลัก “ห้าความต้องการ” ของสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งใช้เป็นกรอบในหลายประเทศ ครอบคลุมอาหารและน้ำที่เหมาะสม สภาพแวดล้อมที่สบาย สุขภาพที่ดี พฤติกรรมตามธรรมชาติ และการไม่เผชิญความกลัวหรือความเครียด หากใช้กรอบนี้ประเมินสนามชนไก่ จะพบข้อขัดแย้งอย่างน้อย 3 จุด ได้แก่ การบังคับต่อสู้ การสัมผัสความเจ็บปวด และการที่สัตว์ไม่สามารถถอนตัวจากกิจกรรมได้ งานศึกษาประวัติศาสตร์เรื่องการห้ามชนไก่ในอังกฤษระบุว่า กฎหมาย Cruelty to Animals Act ปี 1835 เกิดจากทั้งความกังวลต่อความทุกข์ของสัตว์และปัญหาการพนัน ดื่มสุรา รวมถึงพฤติกรรมรุนแรงในสังคม บทความวิชาการจาก Taylor & Francis สรุปประเด็นนี้ไว้อย่างมีบริบทว่า “การคัดค้านไม่ได้เกิดจากความโหดร้ายต่อสัตว์เพียงด้านเดียว” แต่เชื่อมกับแนวคิดเรื่องความประพฤติของผู้ชมด้วย

Veterinary staff examining an injured rooster in a clean rural clinic, stainless instruments and calm humane care
Photo by Mikhail Nilov on Pexels

อีกข้อมูลหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือความเสี่ยงโรคในพื้นที่รวมสัตว์จำนวนมาก สนามหรือฟาร์มที่มีการเคลื่อนย้ายไก่หลายตัวอาจเพิ่มโอกาสแพร่โรคทางเดินหายใจ ปรสิต และเชื้อจากบาดแผล โดยเฉพาะเมื่อใช้อุปกรณ์ร่วมกันหรือทำความสะอาดไม่เพียงพอ องค์การอนามัยสัตว์โลกระบุในหลักการสุขภาพสัตว์ว่า การป้องกันโรคต้องอาศัยการเฝ้าระวัง การแยกสัตว์ป่วย และสุขอนามัยอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่รอรักษาหลังเกิดการระบาด ความเสี่ยงนี้กระทบมนุษย์ทางอ้อมด้วย เพราะผู้ดูแล ผู้ชม และผู้ขนส่งอาจสัมผัสสารคัดหลั่งหรืออุปกรณ์ปนเปื้อน

ในทางปฏิบัติ ผู้จัดหรือผู้เลี้ยงที่ต้องการลดอันตรายควรทำอย่างน้อย 5 ข้อ

  1. งดการต่อสู้และอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดบาดแผล
  2. แยกไก่ใหม่ออกจากฝูงเดิมเป็นระยะเวลาที่สัตวแพทย์กำหนด
  3. ทำความสะอาดพื้น กรง ภาชนะน้ำ และอุปกรณ์ทุกวัน
  4. บันทึกอาการป่วย บาดเจ็บ น้ำหนัก และการรักษาอย่างต่อเนื่อง
  5. ส่งสัตว์ที่บาดเจ็บให้สัตวแพทย์ ไม่ใช้ยาหรือสารกระตุ้นโดยพลการ

[Internal Link: กฎกติกาสนามและมาตรฐานการดูแลไก่]

หากคุณต้องการติดตามวงการโดยเน้นข้อมูล ไม่ใช่ภาพความรุนแรง แหล่งข้อมูลของ ข่าวไก่ชน ควรนำเสนอเรื่องพันธุ์ การตัดสิน และการจัดการอย่างมีความรับผิดชอบควบคู่กัน

จุดใดที่ระบบล้มเหลวอย่างชัดเจน?

ระบบล้มเหลวเมื่อความบันเทิงและเงินเดิมพันมีน้ำหนักมากกว่าความเจ็บปวดของสัตว์ โดยเฉพาะเมื่อไก่ถูกติดอาวุธ ถูกกระตุ้นให้กลับเข้าสนามหลังพักสั้น ๆ หรือถูกทิ้งทั้งที่ยังมีชีวิตหลังแพ้ ปัญหานี้ไม่ใช่เหตุการณ์เดียว แต่เป็นผลรวมของการคัดทิ้ง การฝึกเข้มข้น การต่อสู้ และการขาดการรักษา ซึ่งทำให้ความเสียหายสะสมตลอดวงจรชีวิต

ในเชิงชีววิทยา บาดแผลจากจะงอยปากและเดือยอาจทำให้เนื้อเยื่อฉีก เลือดออก ติดเชื้อ หรือเกิดความเสียหายต่อดวงตาและอวัยวะภายใน ส่วนความเครียดเฉียบพลันอาจแสดงผ่านการหายใจเร็ว การพยายามหนี และพฤติกรรมก้าวร้าวผิดปกติ หากผู้ควบคุมบังคับให้ต่อสู้นานขึ้นเพราะการเดิมพันสูง ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นโดยตรง กรณีศึกษาจากสหรัฐอเมริกายังกล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างสนามชนไก่กับการพนันผิดกฎหมาย ยาเสพติด การปล้น และอาชญากรรมรุนแรง แม้ความเชื่อมโยงดังกล่าวไม่ควรถูกเหมารวมกับผู้ชมทุกคน แต่ก็เป็นเหตุผลให้หน่วยงานต้องประเมินความปลอดภัยของชุมชนควบคู่กับสวัสดิภาพสัตว์

ข้อสรุปที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ การทำให้กิจกรรม “สะอาดขึ้น” ไม่ได้แก้ปัญหาหลัก หากยังบังคับให้สัตว์ต่อสู้เพื่อความสนุกหรือเงิน เพราะความเสี่ยงพื้นฐานเกิดจากการขาดความยินยอมและความไม่สมดุลของอำนาจ ผู้ชมอาจไม่เห็นทุกขั้นตอนก่อนหรือหลังการแข่งขัน เช่น ไก่ที่ถูกคัดทิ้งหรือบาดเจ็บที่ถูกซ่อนจากพื้นที่สาธารณะ นี่เป็นเหตุผลที่การประเมินต้องมองทั้งห่วงโซ่ ไม่ใช่เพียงช่วงเวลาที่อยู่กลางสนาม

Empty cockfighting arena after an event, discarded feathers near wooden benches under harsh afternoon light

สามารถอ่านมุมมองเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบต่อชุมชนและกฎหมายได้จาก [Internal Link: ผลกระทบของการพนันต่อวงการไก่ชน]

ผมจะสนับสนุนกิจกรรมนี้อีกหรือไม่?

ผมไม่สนับสนุนการชนไก่ที่บังคับให้สัตว์ต่อสู้หรือใช้อาวุธ เพราะหลักฐานด้านบาดแผล ความเครียด โรค และการทอดทิ้งมีน้ำหนักมากกว่าคำอธิบายเรื่องความบันเทิงหรือประเพณี การสรุปเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าความรู้เรื่องพันธุ์ไก่ วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือกติกาการตัดสินไม่มีคุณค่า แต่หมายความว่าความรู้เหล่านั้นควรถูกนำเสนอโดยไม่ทำให้ความทุกข์กลายเป็นสินค้า

ทางเลือกที่รับผิดชอบกว่าคือการชมการประกวดลักษณะสายพันธุ์ การสาธิตการดูแล การฝึกที่ไม่ปะทะ หรือเนื้อหาการอนุรักษ์พันธุ์พื้นเมือง โดยมีเงื่อนไขว่าผู้จัดต้องแสดงมาตรฐานสุขอนามัยและไม่ซ่อนข้อมูลการบาดเจ็บ ข่าวไก่ชนสามารถมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ได้ด้วยการแยกบทความเชิงวัฒนธรรมออกจากคำแนะนำการพนัน ระบุข้อจำกัดทางกฎหมาย และเตือนผู้อ่านให้ตรวจสอบแหล่งข้อมูลก่อนเดินทางเข้าสนาม สำหรับผู้เลี้ยง คำถามที่ควรถามไม่ใช่ “ไก่ตัวนี้ชนะกี่ครั้ง” เพียงอย่างเดียว แต่คือ “ไก่ตัวนี้มีชีวิตที่แข็งแรง ปลอดภัย และไม่ถูกบังคับให้เจ็บหรือไม่”

ก่อนตัดสินใจสนับสนุนกิจกรรมใด ควรใช้รายการตรวจสอบสั้น ๆ นี้

  • สัตว์สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะได้หรือไม่
  • ไม่มีใบมีด เดือยโลหะ หรือสารกระตุ้นใช่หรือไม่
  • มีสัตวแพทย์และแผนฉุกเฉินหรือไม่
  • มีน้ำสะอาด ร่มเงา และการกักโรคหรือไม่
  • กิจกรรมนั้นสอดคล้องกับกฎหมายท้องถิ่นหรือไม่

หากคำตอบหลายข้อเป็น “ไม่” การถอนตัวคือทางเลือกที่ปกป้องทั้งสัตว์และตัวคุณเองได้มากที่สุด

เรียนรู้เพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อย

Q: ผลกระทบของไก่ชนต่อสวัสดิภาพสัตว์คืออะไร?

A: ผลกระทบหลักคือความเจ็บปวด บาดแผล ความเครียด โรคติดเชื้อ และการถูกทอดทิ้งหลังการแข่งขัน การฝึกหรือแข่งขันอาจทำให้เกิดแผลจากจะงอยปาก เดือยธรรมชาติ หรืออาวุธเทียม นอกจากนี้ การผูกขาและการกักขังไม่เหมาะสมอาจจำกัดพฤติกรรมตามธรรมชาติของไก่เป็นเวลานาน

Q: จะดูแลไก่ชนอย่างไรโดยลดการทำร้ายสัตว์?

A: ควรเลี้ยงในพื้นที่สะอาด มีน้ำ อาหาร ร่มเงา และอากาศถ่ายเท โดยไม่บังคับให้ต่อสู้หรือใช้อาวุธ ควรตรวจอาการทุกวัน แยกไก่ป่วยจากฝูง และส่งสัตว์บาดเจ็บให้สัตวแพทย์ การฝึกควรจำกัดอยู่ที่การเคลื่อนไหวอย่างปลอดภัย ไม่ใช่การปะทะหรือใช้สารกระตุ้น

Q: การเลี้ยงไก่สายพันธุ์นักสู้ต่างจากการชนไก่อย่างไร?

A: การเลี้ยงสายพันธุ์หมายถึงการดูแลและอนุรักษ์ลักษณะทางพันธุกรรม ส่วนการชนไก่คือการนำสัตว์ไปต่อสู้เพื่อความบันเทิงหรือการพนัน ไก่สายพันธุ์เดียวกันอาจถูกเลี้ยงโดยไม่ต้องแข่งขันก็ได้ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่การบังคับให้เกิดการปะทะและความเสี่ยงต่อบาดเจ็บ

Q: หากพบไก่บาดเจ็บหลังการแข่งขันควรทำอย่างไร?

A: ควรยุติการเคลื่อนย้ายที่ไม่จำเป็น แยกไก่ออกจากสัตว์ตัวอื่น และติดต่อสัตวแพทย์โดยเร็ว ห้ามเทสารเคมี ใช้ยาคน หรือเย็บแผลเองโดยไม่มีคำแนะนำ เพราะอาจทำให้พิษหรือการติดเชื้อรุนแรงขึ้น หากสงสัยว่ามีการทารุณกรรม ให้บันทึกสถานที่ เวลา และภาพอย่างปลอดภัย แล้วติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง

Q: การจัดการแข่งขันไก่ชนมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

A: ค่าใช้จ่ายอาจรวมถึงอาหาร พื้นที่ กรง การขนส่ง การตรวจสุขภาพ และการรักษาฉุกเฉิน แต่การมีงบประมาณไม่ได้ทำให้กิจกรรมที่บังคับสัตว์ต่อสู้ปลอดภัยหรือถูกกฎหมายโดยอัตโนมัติ ผู้จัดต้องตรวจสอบใบอนุญาต กฎท้องถิ่น และข้อกำหนดด้านสวัสดิภาพก่อนดำเนินการ ค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์ควรประเมินจากสุขภาพและความปลอดภัย ไม่ใช่จากเงินเดิมพัน

Q: การแข่งขันที่ไม่ใช้อาวุธปลอดภัยหรือไม่?

A: การไม่ใช้อาวุธลดความรุนแรงบางรูปแบบ แต่ไม่ได้ทำให้การบังคับไก่ต่อสู้ปราศจากความเสี่ยง การกัด การจิก การกระแทก และความเครียดยังคงทำให้เกิดบาดเจ็บได้ หากต้องการลดอันตรายอย่างจริงจัง ควรเลือกกิจกรรมที่ไม่มีการปะทะและเปิดโอกาสให้สัตว์หยุดหรือหลีกเลี่ยงได้

Q: ข่าวไก่ชนควรนำเสนอเรื่องนี้อย่างไรให้รับผิดชอบ?

A: ข่าวไก่ชนควรนำเสนอข้อมูลพันธุ์ กติกา และวัฒนธรรมควบคู่กับผลกระทบด้านสวัสดิภาพสัตว์ กฎหมาย และสุขอนามัย ไม่ควรใช้ภาพบาดแผลหรือถ้อยคำที่เชิดชูความตายเพื่อกระตุ้นการพนัน เนื้อหาที่ดีควรแยกข้อเท็จจริงจากความคิดเห็น อ้างอิง PETA องค์การอนามัยสัตว์โลก และงานวิชาการ พร้อมเตือนผู้อ่านให้ตรวจสอบกฎหมายในพื้นที่

การเรียนรู้วงการไก่ชนควรเดินคู่กับความรับผิดชอบต่อชีวิตสัตว์และความปลอดภัยของชุมชน หากต้องการอ่านเนื้อหาที่คัดสรรอย่างรอบคอบ สามารถเริ่มจาก ข่าวไก่ชน ได้ที่นี่

เรียนรู้เพิ่มเติม

§
❦

ข่าวไก่ชน · Editorial Archive

บทความที่เกี่ยวข้อง